ใครๆ ก็อยากมีใบหน้าที่โดดเด่นและมีมิติ การปรับทรงจมูกให้สวยงามรับกับใบหน้าจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก แต่สิ่งที่หลายคนกังวลหลังจากตัดสินใจทำศัลยกรรมไปแล้วคือรอยแผลเป็นที่อาจทิ้งร่องรอยเอาไว้กวนใจ บทความนี้ Showtime Clinic คลินิกศัลยกรรมความงามด้านหัตถการใบหน้า จะพาไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดแผลคีลอยด์จมูก พร้อมแนะนำวิธีดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณคลายความกังวลและลดความกังวลเรื่องรอยแผลเป็นค่ะ
แผลคีลอยด์จมูกคืออะไร
แผลคีลอยด์ (Keloid) คือลักษณะของการเกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นที่ร่างกายสร้างขึ้นมามากผิดปกติในกระบวนการรักษาบาดแผลตามธรรมชาติ โดยเนื้อเยื่อที่ถูกสร้างขึ้นมานี้จะมีการเจริญเติบโตจนนูนหนาและขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนเลยขอบเขตของบาดแผลเดิมออกไป ซึ่งแตกต่างจากแผลเป็นทั่วไปที่จะหยุดการเจริญเติบโตเมื่อแผลสมานตัวเสร็จสมบูรณ์ สำหรับผู้ที่เข้ารับการเสริมจมูก หรือทำศัลยกรรมบริเวณใบหน้า ปัญหานี้ถือเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก
ผิวหนังบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะส่วนของปีกจมูกและฐานจมูก ถือเป็นบริเวณที่มีความตึงตัวค่อนข้างสูงและมีการขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลาตามการแสดงสีหน้า การพูด หรือการยิ้ม เมื่อเกิดบาดแผลจากการผ่าตัด ร่างกายจึงต้องพยายามสร้างคอลลาเจนออกมาซ่อมแซมอย่างหนักหน่วง ประกอบกับบริเวณนี้มักมีต่อมไขมันจำนวนมากซึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการสมานแผล ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่กระบวนการเหล่านี้จะทำงานมากเกินพอดีจนเกิดเป็นแผลคีลอยด์จมูกที่นูนแข็งและเห็นได้ชัดเจน
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแผลคีลอยด์จมูก หลังทำศัลยกรรม
การเกิดแผลคีลอยด์จมูกหลังจากผ่านการทำศัลยกรรมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเสมอไป แต่มีปัจจัยหลักหลายประการที่เข้ามาเป็นตัวกระตุ้นให้บาดแผลสมานตัวผิดปกติ ดังนี้
การผ่าตัดตัดปีกจมูก
การผ่าตัดตัดปีกจมูกถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่มักทำให้เกิดปัญหารอยแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ เนื่องจากบริเวณรอยพับของปีกจมูกเป็นจุดที่มีความตึงเครียดของผิวหนังสูงมาก ทุกครั้งที่มีการขยับใบหน้า บาดแผลบริเวณนี้จะถูกดึงรั้งอยู่เสมอ ทำให้ร่างกายต้องเร่งสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นออกมาสมานรอยแยก หากแพทย์ผู้ผ่าตัดใช้เทคนิคที่ไม่เหมาะสม หรือมีแรงตึงบริเวณแผลมากเกินไป ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดแผลนูนที่ขยายตัวกว้างขึ้นจนกลายเป็นคีลอยด์ได้อย่างชัดเจน
การเสริมจมูกแบบโอเพ่น
การเสริมจมูกแบบเปิด แพทย์จำเป็นต้องกรีดเปิดแผลบริเวณแกนกลางฐานจมูก หรือที่เรียกว่า Columella เพื่อให้สามารถมองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจนและปรับแต่งทรงได้อย่างเหมาะสม แม้ว่าการผ่าตัดวิธีนี้จะช่วยดูแลโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมในคลินิกเสริมจมูก แต่รอยกรีดบริเวณฐานจมูกนี้ก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลนูนได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากมีแรงตึงจากการยืดขยายเนื้อเยื่อเพื่อรองรับวัสดุเสริมที่มากเกินไป
พันธุกรรมและสภาพผิวส่วนบุคคล
ปัจจัยทางพันธุกรรมถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ บุคคลที่มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นแผลคีลอยด์ หรือผู้ที่มีผิวสีเข้ม มักจะมีอัตราการสร้างคอลลาเจนที่ตอบสนองต่อบาดแผลไวกว่าคนทั่วไป ส่งผลให้ผู้ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดแผลคีลอยด์จมูก ไม่ว่าจะเข้ารับการผ่าตัดด้วยเทคนิคใดก็ตาม การแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบก่อนการผ่าตัดจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก
การติดเชื้อหรือการดูแลแผลหลังผ่าตัดไม่ถูกต้อง
พฤติกรรมการดูแลตัวเองในช่วงพักฟื้นส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของแผลเป็น หากมีการติดเชื้อบริเวณบาดแผลเนื่องจากทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือมีพฤติกรรมชอบสัมผัส แคะ แกะ เกา บริเวณแผล จะก่อให้เกิดการอักเสบซ้ำซ้อน ภาวะอักเสบที่ยาวนานเกินไปจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อไฟบรินและคอลลาเจนออกมาพอกพูนอย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดบาดแผลที่ควรจะเรียบเนียนกลับกลายเป็นแผลนูนแข็งและขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิธีสังเกตอาการว่านี่คือแผลนูนปกติ หรือ คีลอยด์จมูก
หลายคนที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมาอาจรู้สึกกังวลเมื่อคลำพบไตแข็งๆ บริเวณรอยผ่าตัด ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แผลเป็นนูนปกติ (Hypertrophic Scar) กับ แผลคีลอยด์ (Keloid) มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถสังเกตความแตกต่างและอาการร่วมได้ดังนี้
- ขอบเขตของแผลนูนปกติ (Hypertrophic Scar): รอยแผลจะมีการนูนขึ้นมาบนผิวหนัง แต่จะอยู่จำกัดเพียงแค่ ภายในขอบเขตของรอยกรีดเดิมเท่านั้น มักเกิดขึ้นในช่วงแรกหลังการผ่าตัด และมีโอกาสที่จะค่อยๆ ยุบตัวลงหรือแบนราบได้เองเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหรือเป็นปี
- การลุกลามของแผลคีลอยด์ (Keloid): รอยแผลจะไม่เพียงแค่นูนหนาขึ้นเท่านั้น แต่จะ ขยายอาณาเขตลุกลามออกไป กินพื้นที่ผิวหนังปกติที่อยู่รอบนอกบาดแผลเดิม และที่สำคัญคือมักจะไม่สามารถยุบตัวลงได้เอง
- อาการคันและเจ็บจี๊ด: หากเป็นแผลคีลอยด์จมูก ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันบริเวณแผลค่อนข้างรุนแรง หรือรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ เมื่อสัมผัสโดน หรือในบางรายอาจรู้สึกเจ็บได้แม้ในตอนที่ไม่ได้ไปสัมผัส
- สีของแผลที่เปลี่ยนไป: สีของเนื้อเยื่อคีลอยด์มักจะมีสีที่แดงจัด สีคล้ำ หรือเป็นสีม่วงเข้ม ซึ่งจะดูแตกต่างและโดดเด่นจากสีผิวปกติโดยรอบอย่างเห็นได้ชัด
การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของบาดแผลตามจุดสังเกตเหล่านี้ จะช่วยให้สามารถแยกแยะความผิดปกติในเบื้องต้น และช่วยให้ตัดสินใจกลับเข้าไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่แผลจะลุกลามใหญ่ขึ้น

วิธีรักษาแผลคีลอยด์จมูก ห้ยุบและกลับมาเรียบเนียน
หากพบว่าแผลผ่าตัดเริ่มมีลักษณะเข้าข่ายการเป็นคีลอยด์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนลุกลามใหญ่โต ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบที่ช่วยให้แผลยุบตัวลงได้ ดังนี้
การใช้ยาทาและแผ่นแปะซิลิโคน
วิธีนี้เป็นวิธีที่นุ่มนวลและเหมาะสำหรับแผลที่เพิ่งเริ่มมีอาการนูนขึ้นมาในระยะเริ่มต้น การทายาลดรอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของซิลิโคนเจล หรือการใช้แผ่นแปะซิลิโคน (Silicone Gel Sheet) ปิดทับบริเวณบาดแผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดการสูญเสียน้ำออกจากชั้นผิวหนัง สร้างความชุ่มชื้น และช่วยควบคุมกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้เป็นปกติ แผลจึงค่อยๆ นุ่มลงและแบนราบขึ้นได้หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ
โปรแกรมฉีดยารักษาแผลเป็นคีลอยด์
การฉีดยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid Injection) บริเวณแผลเป็น เป็นวิธีที่นิยมใช้ในทางการแพทย์ ตัวยาจะช่วยลดปฏิกิริยาการอักเสบและยับยั้งการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป ช่วยให้แผลค่อย ๆ ยุบตัวลง โดยแพทย์จะนัดหมายเพื่อติดตามอาการและฉีดซ้ำตามระยะเวลาที่ประเมินไว้ เพื่อผลการดูแลรักษาที่เหมาะสม
โปรแกรมเลเซอร์ทางการแพทย์
โปรแกรมเลเซอร์ทางการแพทย์ มีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูรอยแผลร่วมกับการรักษาอื่น พลังงานเลเซอร์เฉพาะทางจะช่วยลดรอยแดงและความคล้ำของเส้นเลือดฝอยบริเวณรอยแผล พร้อมช่วยปรับสภาพพื้นผิวให้ฟื้นฟูสภาพผิวให้แลดูเรียบเนียนสม่ำเสมอและกลมกลืนกับผิวโดยรอบ
การผ่าตัดตัดแต่งแผลเป็น
สำหรับเคสที่มีแผลคีลอยด์ขนาดใหญ่ หรือเนื้อเยื่อแข็งตัวมาก แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดปรับแต่งรอยแผลเป็นเพื่อนำก้อนเนื้อเยื่อส่วนเกินออก อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดอาจกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องทำควบคู่กับโปรแกรมฉีดยาหรือการใช้แผ่นซิลิโคนเจลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดซ้ำ
วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคีลอยด์จมูกหลังศัลยกรรม
การป้องกันย่อมดีกว่าการตามรักษาเสมอ หลังจากทำศัลยกรรมจมูกแล้ว การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดคีลอยด์ได้อย่างมหาศาล โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
- ข้อควรปฏิบัติในการทำความสะอาดแผลหลังผ่าตัด: ต้องรักษาความสะอาดของบาดแผลอย่างเคร่งครัด ใช้สำลีชุบน้ำเกลือทางการแพทย์เช็ดคราบเลือดหรือน้ำเหลืองออกอย่างเบามือ ห้ามปล่อยให้แผลแห้งกรัง ซับแผลให้แห้งสนิท และหลีกเลี่ยงการนำมือไปสัมผัส แคะ แกะ หรือเกาบริเวณแผลโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลเกิดการปริขาดและอักเสบได้
- อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง: งดรับประทานอาหารหมักดอง อาหารทะเลบางชนิด อาหารรสจัด อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทในช่วงพักฟื้น เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบในร่างกาย ทำให้แผลหายช้าและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลเป็นนูน
- การติดตามอาการและไปพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด: ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของแผลและตัดไหมตามระยะเวลาที่กำหนด หากสังเกตเห็นว่าแผลเริ่มมีอาการบวมแดงผิดปกติ หรือคลำพบไตแข็งๆ ควรรีบกลับไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลคีลอยด์จมูก
เป็นคนที่มีแผลคีลอยด์ง่าย สามารถเสริมจมูกหรือตัดปีกจมูกได้ไหม
ผู้ที่มีประวัติเป็นคีลอยด์ง่ายยังคงสามารถทำศัลยกรรมได้ตามปกติ แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดล่วงหน้า เพื่อที่แพทย์จะได้วางแผนการผ่าตัดโดยอาจเลือกใช้เทคนิคเสริมจมูกแบบปิดเพื่อซ่อนรอยแผลไว้ด้านใน หรือเตรียมยาป้องกันการเกิดคีลอยด์ให้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด
แผลคีลอยด์ที่จมูก ปล่อยทิ้งไว้สามารถยุบและหายเองได้หรือไม่
ตามความเป็นจริงทางการแพทย์แล้ว แผลคีลอยด์จมูกมักจะไม่สามารถยุบตัวและหายไปได้เองตามธรรมชาติ ตรงกันข้าม หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เนื้อเยื่อแผลเป็นอาจขยายขนาดใหญ่ขึ้นและลุกลามกว้างกว่าเดิม ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติ ควรเข้าไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและวางแผนการรักษาโดยเร็วที่สุด
ฉีดคีลอยด์จมูก เจ็บไหม ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะยุบ
การฉีดยารักษาคีลอยด์อาจมีความรู้สึกเจ็บหรือจี๊ดๆ ได้บ้างในขณะเดินยา แต่เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ทนได้และใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที สำหรับระยะเวลาในการรักษานั้น โดยเฉลี่ยแล้วอาจต้องฉีดต่อเนื่องประมาณ 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างตามที่แพทย์ประเมิน ซึ่งจำนวนครั้งที่แผลจะยุบตัวลงอย่างชัดเจนนั้นขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อตัวยาของแต่ละบุคคล
หลังตัดปีกจมูก หากเริ่มรู้สึกว่าแผลนูนแข็ง ควรเริ่มรักษาหรือฉีดยาได้เมื่อไหร่
ในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการผ่าตัด แผลอาจจะยังมีความตึงและแข็งได้บ้างซึ่งถือเป็นกระบวนการสมานแผลตามปกติ แต่ผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิด หากพบว่ารอยแผลมีความนูนแข็งมากเกินไป หรือมีอาการเจ็บและคันร่วมด้วย แนะนำให้รีบเข้าไปปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินอาการทันที หากเริ่มรักษาเร็วก็จะช่วยให้แผลยุบตัวได้ง่ายกว่าปล่อยทิ้งไว้นานๆ

สรุปบทความ
ปัญหาแผลคีลอยด์จมูกหลังศัลยกรรมสามารถป้องกันและรักษาให้กลับมาเรียบเนียนได้ เพียงสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ และดูแลอย่างถูกวิธีตามแพทย์แนะนำ หากคุณกำลังมองหาคลินิกศัลยกรรมเสริมจมูกและหัตถการต่างๆ ที่ให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ แต่เป๊ะทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้จมูก หรือหาข้อมูลจากรีวิวเสริมจมูกที่ Showtime Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินเคสโดยแพทย์ ปรึกษาฟรีวันนี้ เพื่อออกแบบทรงจมูกและชั้นตาที่เหมาะกับโครงหน้าและบุคลิกของคุณ หรือสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ทุกช่องทางของ Showtime Clinic ค่ะ






