ปัญหาความมั่นใจในรูปลักษณ์มักเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางของใบหน้า หากรูปทรงจมูกไม่สมส่วน ย่อมส่งผลต่อมิติโดยรวมและความมั่นใจศัลยกรรมจมูกหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าทำจมูกในทางการแพทย์คือการผ่าตัดตกแต่งเพื่อปรับเปลี่ยนรูปทรงจมูก ทั้งขนาด ความโด่ง และความพุ่ง เพื่อให้รับกับใบหน้า หรือเพื่อแก้ไขความผิดปกติแต่กำเนิด บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกรายละเอียด ตั้งแต่เทคนิคการผ่าตัด วัสดุที่เลือกใช้ ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัด วันนี้ Showtime Clinic จะมาแนะนำข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
เสริมจมูกคืออะไร
การ เสริมจมูก (Rhinoplasty) คือ กระบวนการทางศัลยศาสตร์ที่มุ่งเน้นการจัดเรียง ปรับแต่ง และเสริมสร้างโครงสร้างกระดูกแข็งและกระดูกอ่อนของจมูกทั้งหมด เพื่อให้เข้ากับองค์ประกอบโครงหน้าของแต่ละบุคคลได้อย่างเป็นธรรมชาติและปลอดภัยสูงสุดในระยะยาว
วัตถุประสงค์ของการ เสริมจมูก สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ
- วัตถุประสงค์เพื่อความงาม: เป็นการแก้ไขปัญหารูปลักษณ์ภายนอก เช่น การเพิ่มความสูงของสันจมูก การแก้ไขปัญหาจมูกแบนไม่มีมิติ การปรับแต่งทรงปีกจมูกให้สมดุล หรือการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดูดีขึ้น
- วัตถุประสงค์เพื่อการรักษาและการทำงานของจมูก: เป็นการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างจมูกที่ผิดปกติแต่กำเนิด หรือความเสียหายจากอุบัติเหตุ เช่น ภาวะผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated Septum) ที่ทำให้คนไข้มีอาการหายใจติดขัด นอนกรน หรือเป็นภูมิแพ้เรื้อรัง ซึ่งการปรับโครงสร้างจมูกใหม่จะช่วยฟื้นฟูระบบการหายใจให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์
การเสริมจมูกเหมาะกับใคร และคุณสมบัติของคนที่สามารถเสริมจมูกได้
การตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดปรับแต่งจมูกเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องการการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ซึ่งหัตถการนี้จะเหมาะสมกับบุคคลที่มีปัญหาโครงสร้างและสรีระใบหน้าที่แตกต่างกันออกไป
การเสริมจมูกเหมาะกับใคร
การทำศัลยกรรมจมูกเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงสัดส่วนใบหน้าให้มีความสมดุล โดยทั่วไปมักจะช่วยแก้ไขปัญหาโครงสร้างดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีปัญหาจมูกแบน: สันจมูกแบนเตี้ยหรือไม่มีดั้งจมูก ทำให้ใบหน้าดูแบนขาดมิติ และส่งผลให้ดวงตาทั้งสองข้างดูห่างกันจนเกินไป
- ผู้ที่มีลักษณะจมูกเนื้อน้อย: ผิวหนังบริเวณจมูกมีความบางและตึงกระชับมาก ซึ่งต้องการการวิเคราะห์เลือกเทคนิคและซิลิโคนอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการทะลุ
- ผู้ที่มีปัญหาจมูกชมพู่: มีลักษณะปลายจมูกกลมโต หนา และสั้น ซึ่งการทำสไตล์ดั้งเดิมไม่อาจช่วยแก้ปลายจมูกที่บานใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผู้ที่ต้องการแก้ทรงจมูกเก่า: ผู้ที่เคย ทำจมูก มาแล้วแต่มีปัญหาเบี้ยวเอียง อักเสบ หรือไม่พอใจในทรงจมูกเดิม จนจำเป็นต้องทำการแก้จมูกใหม่ให้ปลอดภัยและสวยงามขึ้น
คุณสมบัติของคนที่สามารถเสริมจมูกได้
ก่อนที่แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัด คนไข้จำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมทางด้านร่างกายและจิตใจ ดังนี้:
- มีความเข้าใจในขีดจำกัดโครงสร้าง: คนไข้ต้องมีความเข้าใจในฐานโครงสร้างจมูกเดิมของตนเอง และเปิดใจยอมรับคำแนะนำของแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- อายุทางร่างกายที่เหมาะสม: คนไข้ควรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจากโครงสร้างกระดูกและกระดูกอ่อนบนใบหน้าได้เจริญเติบโตเต็มที่และคงรูปอย่างสมบูรณ์แล้ว
- ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง: ไม่มีประวัติโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด การสมานแผล หรือระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจ หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
- ไม่มีภาวะติดเชื้ออักเสบบริเวณใบหน้า: บริเวณรอบจมูก โพรงจมูก และผิวหนังใบหน้าจะต้องไม่มีสิวอักเสบรุนแรง หรือภาวะติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนในขณะทำการผ่าตัด
เสริมจมูกมีกี่แบบ เจาะลึก 3 เทคนิคยอดนิยม
หลายคนคงสงสัยว่าควรเลือกเสริมจมูกแบบไหนดีถึงจะตอบโจทย์ปัญหาจมูกของตัวเองมากที่สุด ปัจจุบันวงการแพทย์มีเทคนิคหลักๆ อยู่ 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานของคนไข้ ดังนี้
1. การเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty)
การเสริมจมูกแบบปิด หรือ Closed Technique เป็นการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณด้านในรูจมูก (Mucosa) โดยไม่มีแผลภายนอกให้เห็น เทคนิคนี้แพทย์จะทำการเลาะโพรงจมูกเพื่อใส่ซิลิโคนจมูกเข้าไปวางบนฐานกระดูกเดิม วิธีนี้ได้รับความนิยมสูงเพราะใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน อาการบวมช้ำน้อย และฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานจมูกเดิมค่อนข้างดี มีสันจมูกอยู่บ้าง และต้องการเพิ่มความโด่งเพียงเล็กน้อย แต่ข้อจำกัดคือไม่สามารถปรับแก้โครงสร้างปลายจมูกหรือยืดผนังกั้นจมูกได้มากนัก หากจมูกสั้นหรือเนื้อน้อยมากอาจไม่เหมาะกับวิธีนี้
2. การเสริมจมูกแบบกึ่งเปิด (Semi-Open)
เทคนิคนี้พัฒนาขึ้นมาจากแบบปิด โดยจะมีการเปิดแผลในรูจมูกทั้งสองข้าง ซึ่งช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจนกว่าแบบ Closed จุดเด่นสำคัญของการทำ Semi-Open คือการเปิดโอกาสให้แพทย์สามารถทำการเย็บอินเตอร์โดม (Interdome stitching) หรือการเย็บกระดูกอ่อนปลายจมูกเข้าหากัน เพื่อแก้ปัญหาคนที่มีปลายจมูกใหญ่ หรือที่เรียกว่าจมูกชมพู่ให้ดูเรียวเล็กลงและพุ่งขึ้นได้ โดยที่ไม่ต้องทำการผ่าตัดใหญ่เหมือนแบบโอเพ่น แผลผ่าตัดจะซ่อนอยู่ในรูจมูกเช่นกัน จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการแต่งปลายจมูกให้เชิดขึ้นเล็กน้อยควบคู่กับการใส่ซิลิโคน
3. การเสริมจมูกแบบโอเพ่น (Open Rhinoplasty)
การเสริมจมูกโอเพ่น คือการผ่าตัดเปิดแผลบริเวณฐานปลายจมูก (Columella) เพื่อเปิดหนังหุ้มจมูกขึ้น ทำให้แพทย์เห็นโครงสร้างภายในทั้งหมดได้อย่างชัดเจน เทคนิคนี้อนุญาตให้แพทย์ปรับแก้โครงสร้างได้ทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นการตอกฐานกระดูกเพื่อลดความกว้าง การยืดผนังกั้นจมูก (Septal Extension) เพื่อเพิ่มความพุ่งโดยไม่ต้องใช้ซิลิโคนรูปตัว L ที่เสี่ยงทะลุ หรือการขูดสารเหลว วิธีนี้จึงเป็นคำตอบสำหรับคนที่สงสัยว่า เสริมจมูกแบบไหนดี สำหรับเคสยาก จมูกสั้นเนื้อน้อย หรือเคสแก้จมูกที่มีความซับซ้อนสูง แม้จะมีแผลเล็กๆ บริเวณฐานจมูกและใช้เวลาพักฟื้นนานกว่า แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีความแม่นยำและแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุด
ทรงจมูกยอดนิยมที่รับกับใบหน้าคนไทย
การวิเคราะห์สัดส่วนรูปทรงจมูกถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกแบบรูปทรงให้สอดรับกับหน้าผาก โหนกแก้ม และคาง เพื่อให้ใบหน้าดูหวานละมุนและมีมิติยิ่งขึ้น ทรงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันมีดังนี้
- ทรงจมูกสโลปปลายพุ่ง: ทรงยอดนิยมตลอดกาลที่เน้นให้บริเวณสันจมูกมีความโค้งสโลปอย่างเป็นธรรมชาติรับกับบริเวณหว่างคิ้ว แล้วค่อยๆ ไล่ระดับความพุ่งไปสู่ปลายจมูก ทรงนี้ช่วยให้หน้าดูหวานละมุน ไม่แข็งทื่อ เหมาะกับรูปหน้าคนเอเชียและคนไทยอย่างมาก
- ทรงจมูกสายฝอ: เน้นสันจมูกโด่งคมชัด ปลายจมูกมีความเรียวแหลมและเชิดขึ้นเล็กน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่มีโครงหน้าชัด โหนกแก้มสูง หรือผู้ที่ชื่นชอบการแต่งหน้าสไตล์ฝรั่ง
- ทรงจมูกทรงบาร์บี้ (Barbie Line): เน้นช่วงสันจมูกที่เรียวเล็กและปลายสโลปพุ่งละมุนเหมือนตุ๊กตา ช่วยให้ใบหน้าโดยรวมดูเด็กและหวานชื่นเป็นพิเศษ
วัสดุที่ใช้ในการทำจมูก ซิลิโคน vs เนื้อเยื่อตัวเอง
นอกจากเทคนิคการผ่าตัดแล้ว วัสดุก็เป็นหัวใจสำคัญของการเสริมจมูก การเลือกใช้วัสดุที่ได้มาตรฐานและเหมาะสมกับร่างกายจะช่วยลดความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ โดยวัสดุหลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ วัสดุสังเคราะห์และเนื้อเยื่อจากร่างกาย
ซิลิโคน (Silicone)
ซิลิโคนเป็นวัสดุมาตรฐานที่ใช้ในวงการศัลยกรรมจมูกมาอย่างยาวนาน โดยแบ่งเกรดตามความนิ่มและความยืดหยุ่น เช่น ซิลิโคนอเมริกา (มีความแข็งเล็กน้อย เหมาะกับคนชอบทรงโด่งคม) และซิลิโคนเกาหลี (มีความนิ่ม ยืดหยุ่นสูง บิดได้ ดูเป็นธรรมชาติ) ที่ Showtime Clinic แพทย์จะทำการเหลาซิลิโคนเคสต่อเคส เพื่อให้ ทรงจมูก รับกับฐานกระดูกของคนไข้แต่ละคนอย่างแนบเนียน ลดโอกาสการเบี้ยวเอียงและการกดทับเนื้อเยื่อที่มากเกินไป
เนื้อเยื่อเทียมและกระดูกอ่อนหลังหู
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและป้องกันปัญหาปลายจมูกบางใสหรือทะลุในอนาคต แพทย์มักใช้วัสดุรองปลายจมูกร่วมด้วย ที่นิยมมากคือ “กระดูกอ่อนหลังหู” ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อของคนไข้เอง มีความเข้ากันได้กับร่างกาย 100% ช่วยเพิ่มความพุ่งมนให้ปลายจมูกดูละมุน หรือในบางกรณีอาจใช้ “เนื้อเยื่อเทียม” (Acellular Dermal MatrixMegaderm) ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติคล้ายผิวหนังจริง มาใช้รองปลายเพื่อเพิ่มความหนาของเนื้อจมูก ทำให้การทำจมูกออกมาแล้วดูปลอดภัยและสวยงามในระยะยาว
กระดูกซี่โครง (Rib Cartilage)
สำหรับเคสที่ต้องการปรับโครงสร้างจมูกใหม่ทั้งหมด หรือเคสแก้จมูกที่ผ่านการผ่าตัดมาหลายครั้งจนเนื้อเยื่อเดิมเสียหาย การใช้กระดูกซี่โครง (มักใช้ซี่โครงซี่ที่ 6 หรือ 7) ถือเป็นวัสดุทองคำ (Gold Standard) ในการเสริมจมูก เพราะมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะใช้เป็นเสาหลักค้ำยันโครงสร้างจมูก ยืดปลายให้พุ่งได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อต้านจากร่างกาย ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีจมูกสั้นมากๆ หรือจมูกผิดรูป
ขั้นตอนการเสริมจมูกที่ Showtime Clinic
มาตรฐานความปลอดภัยและการดูแลรักษาที่ Showtime Clinic ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเรามีขั้นตอนการให้บริการที่เป็นระบบและใส่ใจในทุกรายละเอียดดังนี้
- การปรึกษาและการวิเคราะห์โครงสร้าง: แพทย์จะตรวจวิเคราะห์ฐานกระดูก ความหนาของผิวหนังอย่างละเอียด เพื่อเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดกับใบหน้าของคนไข้แต่ละบุคคล
- การออกแบบรูปทรงจมูก: ร่วมกันจำลองและเลือกรูปทรงจมูกที่รับกับมุมหน้า เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม เป็นธรรมชาติ และมีความสมดุลรับกับชั้นตา คาง และหน้าผาก
- การผ่าตัดในห้องปลอดเชื้อมาตรฐานสูง: ดำเนินการผ่าตัดโดยแพทย์ที่ชำนาญศัลกรรมจมูก ภายใต้ระบบควบคุมการติดเชื้อระดับมาตรฐานสากล
- การดูแลและติดตามผลลัพธ์หลังผ่าตัด: ทีมพยาบาลจะช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด นัดหมายตัดไหม และติดตามความคืบหน้าของรูปทรงจนกระทั่งแผลหายสนิทและสวยเข้าที่
เช็กลิสต์ก่อน-หลังทำจมูก เพื่อความปลอดภัย
เพื่อให้การผ่าตัดเสริมจมูก เป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ การเตรียมตัวที่ดีและการดูแลรักษาหลังผ่าตัดเป็นสิ่งที่คนไข้ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การเลือกคลินิกหรือคุณหมอ
การเตรียมตัวก่อนศัลยกรรมจมูก
ก่อนเข้ารับการทำจมูกการเตรียมความพร้อมของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้การผ่าตัดราบรื่นและลดภาวะแทรกซ้อน โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้
- งดยาและอาหารเสริม ควรงดแอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), วิตามินอี, น้ำมันปลา, ใบแปะก๊วย และโสม อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะมีผลทำให้เลือดหยุดไหลยาก
- งดแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ควรงดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะสารเคมีในบุหรี่จะทำลายเซลล์ที่จะซ่อมแซมแผล ทำให้แผลหายช้าและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
- แจ้งประวัติสุขภาพ แจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา รวมถึงประวัติการผ่าตัดจมูกหรือการฉีดสารเติมเต็ม (Filler) ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียดเพื่อวางแผนการรักษา
- การดูแลร่างกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารมื้อเบาๆ ก่อนมาผ่าตัด (กรณีฉีดยาชา) และควรสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัดเพราะหลังทำจะสระผมลำบาก
- การแต่งกาย วันผ่าตัดควรสวมเสื้อที่มีกระดุมหน้า หลวมๆ สวมใส่สบาย เพื่อให้เปลี่ยนเสื้อผ้าได้ง่ายโดยไม่ต้องถอดผ่านทางศีรษะ ป้องกันการกระทบกระเทือนแผล
การดูแลตัวเองหลังเสริมจมูก
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น ช่วงเวลาของการพักฟื้นคือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดความสวยงามของทรงจมูกคนไข้ควรดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด ดังนี้
- การประคบ ในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก ให้ประคบเย็นบริเวณข้างแก้มและหน้าผาก (ระวังอย่ากดทับจมูก) เพื่อหยุดเลือดและลดบวม หลังจากวันที่ 4 เป็นต้นไป ให้เปลี่ยนเป็นประคบอุ่นเพื่อลดรอยช้ำ
- ท่านอน ควรนอนหนุนหมอนสูงหรือใช้หมอนรองคอ (Neck Pillow) ในช่วง 3-7 วันแรก เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ ช่วยลดอาการบวมและเลือดคั่ง
- การทำความสะอาดแผล ใช้คัตตอนบัดชุบน้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดคราบเลือดบริเวณแผลเบาๆ ห้ามแผลโดนน้ำโดยตรงจนกว่าจะตัดไหม (ใช้วิธีเช็ดหน้าแทนการล้างหน้า)
- อาหารที่ควรงด งดอาหารหมักดอง (เช่น ปลาร้า หน่อไม้ดอง) อาหารรสจัด อาหารทะเล แอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อป้องกันแผลอักเสบและติดเชื้อ
- ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการสวมแว่นตา การออกกำลังกายหนัก การแคะแกะเกาจมูก และระวังอุบัติเหตุจากการชนกระแทกในช่วง 1-3 เดือนแรกเพื่อให้ซิลิโคนและเนื้อเยื่อรัดแกนได้ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสริมจมูก
เสริมจมูกเจ็บไหม ต้องพักฟื้นกี่วัน
ในระหว่างการผ่าตัดจะมีการฉีดยาชาหรือดมยาสลบ ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือปวดหน่วงๆ เล็กน้อยหลังยาชาหมดฤทธิ์ ซึ่งสามารถทานยาแก้ปวดบรรเทาได้ ส่วนการพักฟื้น เสริมจมูกกี่วันหายตึง โดยทั่วไปจะเริ่มยุบและตัดไหมได้ในช่วง 7-14 วัน และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
เสริมจมูกแบบโอเพ่น กับ แบบปิด ต่างกันอย่างไร
แบบปิดจะเปิดแผลในรูจมูก วางซิลิโคนบนฐานเดิม เหมาะกับเคสโครงสร้างดี ส่วน เสริมจมูกโอเพ่น จะเปิดฐานจมูกเพื่อเห็นโครงสร้างทั้งหมด ปรับแก้กระดูก ยืดผนังกั้นจมูกได้ เหมาะกับเคสจมูกสั้น เนื้อน้อย หรือเคสแก้ที่ต้องการความแม่นยำสูง
ราคาเสริมจมูกขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง
ราคาขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ เทคนิคที่ใช้ (Closed, Semi, Open) และวัสดุ (ซิลิโคนเกรดต่างๆ, กระดูกหลังหู, ซี่โครง) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยของ คลินิกเสริมจมูก ห้องผ่าตัด และการดมยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์
ทำจมูกมาแล้วกี่วันถึงจะหายบวมและเข้าที่
อาการบวมช้ำจะมากที่สุดในช่วง 3 วันแรก และค่อยๆ ยุบลงจนดูเป็นปกติใน 2-4 สัปดาห์ แต่เพื่อให้เนื้อเยื่อสมานตัวสมบูรณ์และเห็นทรงจมูกที่แท้จริง (Rhinoplasty Final Result) จะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน หรืออาจถึง 1 ปีในเคสโอเพ่น
สรุปเสริมจมูกแบบไหนดีที่สุดสำหรับคุณ
การเลือกเสริมจมูกไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะโครงหน้าและเนื้อเยื่อของแต่ละคนมีความเฉพาะตัว การได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณกำลังมองหาศัลยกรรมเสริมจมูกและทำตาสองชั้นที่ดูเป็นธรรมชาติ แต่เป๊ะทุกมิติ ที่ Showtime Clinic พร้อมให้คำปรึกษาและประเมินเคส โดย คุณหมอเชาว์และคุณหมอแนน ปรึกษาฟรีวันนี้ เพื่อออกแบบ ทรงจมูก และชั้นตาที่เหมาะกับโครงหน้าและบุคลิกของคุณ หรือสามารถชมรีวิวเสริมจมูกหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ทุกช่องทางของ Showtime Clinic ค่ะ


